ในประวัติศาสตร์ของวงการวิดีโอเกม ยากที่จะปฏิเสธได้ว่าซีรีส์ Metroid ของ Nintendo คือหนึ่งในเสาหลักที่วางรากฐานสำคัญให้กับแนวเกมที่เน้นการสำรวจและการกลับมายังเส้นทางเดิมเมื่อตัวละครมีความสามารถเพิ่มขึ้น จนเกิดเป็นคำศัพท์เฉพาะทางที่คอเกมทั่วโลกคุยกันติดปากว่า ‘Metroidvania’ แม้ว่าทาง Nintendo จะเพิ่งส่งภาคต่อระดับคุณภาพออกมาสร้างมาตรฐานใหม่ แต่ความโหยหาในบรรยากาศที่ลึกลับและการออกแบบแผนที่ที่ซับซ้อน ได้ทำให้ผู้พัฒนาเกมอิสระหลายรายพยายามเดินตามรอยความสำเร็จนี้
หัวใจสำคัญที่ทำให้เกมสไตล์ Metroid ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย ไม่ใช่แค่เรื่องของการเดินหน้ายิงศัตรู แต่คือความรู้สึกของการหลงทางในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคย ก่อนที่จะค่อยๆ ปลดล็อกความลับของมันผ่านการอัปเกรดอาวุธและชุดเกราะ ซึ่งความท้าทายนี้เองที่ทำให้เกมจำนวนมากนำสูตรสำเร็จดังกล่าวไปปรับใช้และต่อยอดจนมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
เมื่อความคลาสสิกถูกตีความใหม่ในรูปแบบที่หลากหลาย
หนึ่งในเกมที่ขึ้นแท่นเป็นระดับตำนานเคียงคู่กับแรงบันดาลใจดั้งเดิมคงหนีไม่พ้น Hollow Knight ที่เปลี่ยนบรรยากาศจากสถานีอวกาศมาเป็นอาณาจักรแมลงใต้ดินที่ล่มสลาย เกมนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าความลุ่มลึกของการเล่าเรื่องผ่านฉากหลังและการออกแบบระดับเลเวลที่เชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ สามารถมอบประสบการณ์ที่เข้มข้นไม่แพ้ต้นฉบับเลยทีเดียว
สิ่งที่น่าสนใจคือ เจาะลึกทิศทางใหม่วงการเกมปีนี้ มักจะแสดงให้เห็นว่าผู้พัฒนาเกมพยายามจะฉีกกรอบเดิมๆ ออกไป ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเกมอย่าง Axiom Verge ซึ่งถูกพัฒนาโดยคนเพียงคนเดียว แต่สามารถส่งต่อจิตวิญญาณของ Metroid ภาคดั้งเดิมได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทั้งในแง่ของงานศิลป์แบบพิกเซลและเสียงประกอบที่ชวนให้ขนลุก
การผสมผสานยุคสมัยและเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ
ในยุคที่เทคโนโลยีการประมวลผลก้าวไปไกลขึ้น เกมแนวนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงภาพ 2 มิติอีกต่อไป แต่มีการนำองค์ประกอบของแอ็กชันที่ฉับไวมาผสมผสาน เช่นเดียวกับความพยายามของค่ายใหญ่ที่มักจะสอดแทรกกลไกเหล่านี้ลงในเกมฟอร์มยักษ์ แม้แต่ในโลกของ วิเคราะห์สัญญานใหม่ Rockstar เรายังเห็นการให้ความสำคัญกับรายละเอียดของพื้นที่และการปลดล็อกบางส่วนของเมืองตามเนื้อเรื่อง ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานที่พัฒนามาจากความสำเร็จของเกมแนวสำรวจนั่นเอง
สำหรับผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายในระดับที่สูงขึ้น Bloodstained: Ritual of the Night คืออีกหนึ่งตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะเป็นการกลับมาของผู้สร้างที่เคยทำให้แนวทางนี้โด่งดังไปทั่วโลก การนำระบบ RPG มาผสมกับแผนที่ขนาดใหญ่ ทำให้ผู้เล่นมีอำนาจในการตัดสินใจและสร้างรูปแบบการเล่นเฉพาะตัวได้มากกว่าเดิม
บทพิสูจน์ความยั่งยืนของเกมแนว Metroidvania
แต่อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังของผู้เล่นในยุคปัจจุบันนั้นสูงขึ้นเรื่อยๆ จนบางครั้งส่งผลต่อกดดันต่อนักพัฒนา ดังที่เห็นได้จากกรณีศึกษาเรื่อง เมื่อความคาดหวังชนกับความจริง ที่อธิบายถึงวงจรการผลิตที่ต้องใช้ความประณีตสูงมากเพื่อให้ได้ฉากที่ซับซ้อนและมีความลับซ่อนอยู่ทุกมุม
ความสำเร็จของ Ori and the Will of the Wisps ก็เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ฟันธงได้ว่า งานภาพที่สวยงามระดับงานศิลป์สามารถเดินเคียงคู่ไปกับระบบเกมเพลย์ที่ต้องการความแม่นยำสูงได้อย่างลงตัว เกมเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ ‘ตัวแทน’ ของ Metroid แต่เป็นวิวัฒนาการที่ทำให้แนวดังกล่าวมีความหลากหลายและเข้าถึงผู้เล่นกลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษาแก่นหลักแห่งความท้าทายและการค้นพบเอาไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
ในอนาคตอันใกล้ เราอาจจะได้เห็นการนำเอาเทคโนโลยีล้ำสมัยมาเพิ่มมิติให้กับการสำรวจพื้นที่มากขึ้น แต่ตราบใดที่พื้นฐานของการออกแบบยังเน้นไปที่ความอยากรู้อยากเห็นของผู้เล่น เกมสไตล์ Metroid ก็จะยังคงเป็นเสาหลักที่แข็งแกร่งของวงการวิดีโอเกมสืบต่อไป
