Naoki Yoshida หรือที่แฟนเกมรู้จักกันในชื่อ Yoshi-P ผู้อำนวยการและโปรดิวเซอร์ของเกม Final Fantasy XIV แสดงความสนใจอย่างชัดเจนในการขยายจักรวาลของเกมยอดนิยมนี้ไปสู่รูปแบบเกมเล่นเดี่ยว (Single-player) โดยเขาเปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวในงาน Final Fantasy Fan Fest ณ เมืองอนาไฮม์ ว่าพร้อมเปิดรับข้อเสนอจากสตูดิโอภายนอกหรือทีมพัฒนาที่มีความหลงใหลและต้องการนำเรื่องราวของ FFXIV มาสร้างสรรค์ใหม่ในรูปแบบสปินออฟที่ไม่ต้องพึ่งพาระบบออนไลน์
แนวคิดนี้เกิดขึ้นจากความเข้าใจของ Yoshida ที่ว่ายังมีกลุ่มผู้เล่นจำนวนไม่น้อยที่ยังคงยึดติดกับภาพลักษณ์เดิมของซีรีส์ โดยมองว่าเกมตระกูล Final Fantasy ที่เป็นระบบออนไลน์ไม่ใช่ภาคหลักที่แท้จริง แม้ว่า Final Fantasy XIV จะประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามและมีเนื้อหาที่เข้มข้นผ่านภาคเสริมจำนวนมาก แต่กำแพงของความเป็นเกม MMO (Massively Multiplayer Online) ยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ผู้เล่นสายเนื้อเรื่องบางส่วนไม่กล้าเข้ามาสัมผัสโลกของ Hydaelyn และ Zodiark
ความท้าทายในการสร้างเกมเล่นเดี่ยวจากรากฐานของ MMO
Yoshida ยอมรับตามตรงว่าหากจะมีการสร้างเกม Final Fantasy XIV ในรูปแบบ Standalone หรือเกมเล่นเดี่ยวที่สมบูรณ์แบบที่สุด ทีมงานปัจจุบันที่ดูแลเกมออนไลน์อยู่นั้นคือกลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงสุดในการทำหน้าที่นี้ อย่างไรก็ตาม เขาก็ชี้ให้เห็นถึงข้อจำกัดในโลกความเป็นจริงว่า หากเขาดึงกำลังคนไปทำโปรเจกต์แยก แฟนเกมที่ติดตาม ความเคลื่อนไหวของโลกออนไลน์ ในปัจจุบันอาจจะเกิดความไม่พอใจ เพราะต้องการให้ทีมงานทุ่มเททรัพยากรทั้งหมดไปกับการพัฒนาเนื้อหาเสริมและระบบของเกมหลักมากกว่า
ด้วยเหตุนี้ การมองหาพันธมิตรจากภายนอกหรือการตั้งทีมขนาดเล็กภายใน Creative Business Unit 3 จึงเป็นทางเลือกที่เขาสนใจมากกว่าเดิม โดยเขาระบุว่าหากใครมีคนรู้จักหรือบริษัทที่มีความกระตือรือร้นและต้องการรับคำท้าในโปรเจกต์นี้ เขาและ Square Enix ก็พร้อมที่จะร่วมรับฟังแผนงานและข้อเสนอเหล่านั้นอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจสำหรับผู้พัฒนาเกมรุ่นใหม่หรือสตูดิโออินดี้ที่มีฝีมือ
ทิศทางใหม่ของ Square Enix กับการเข้าถึงผู้เล่น Gen Z
การปรับตัวของคอนเทนต์ในเครือ Square Enix สอดคล้องกับแนวโน้มของอุตสาหกรรมที่พยายามขยายฐานแฟนคลับให้กว้างขึ้น เช่นเดียวกับความร่วมมือระหว่าง Epic Games และ Disney ที่มุ่งเป้าไปที่กลุ่มผู้เล่นคนรุ่นใหม่ การนำเนื้อหาที่ครองใจคนมานานอย่าง FFXIV มานำเสนอในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายขึ้นจึงเป็นกลยุทธ์ที่น่าจับตามอง เพราะจะช่วยลดภาระเรื่องค่าสมาชิกรายเดือน (Subscription) และความกังวลในการเล่นร่วมกับผู้อื่นของเกมเมอร์สาย Solo
นอกจากนี้ การที่เกมแนวสำรวจและดำเนินเนื้อเรื่องกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในแพลตฟอร์มพกพา ทำให้ผู้ผลิตเริ่มมองหาหนทางจัดจำหน่ายเกมให้ครอบคลุมหลายอุปกรณ์ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเกมรุ่นปัจจุบันหรือข่าวลือเกี่ยวกับ ความสามารถของเครื่องเล่นยุคถัดไปจากฝั่ง Nintendo ที่อาจรองรับการเล่นเกมขนาดใหญ่ได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งหากโปรเจกต์สปินออฟของ FFXIV เกิดขึ้นจริง แพลนตฟอร์มเหล่านี้จะเป็นบ้านหลังใหม่ที่สมบูรณ์แบบสำหรับตัวเกม
บทสรุปและความเป็นไปได้ในอนาคต
แม้ว่าการประกาศครั้งนี้ของ Naoki Yoshida จะมีการออกตัวไว้ว่าเป็นการพูดเล่นครึ่งหนึ่งและจริงจังครึ่งหนึ่ง (Half joking, half serious) แต่ก็สะท้อนให้เห็นว่าภายในทีมพัฒนาเองก็มีความปรารถนาที่จะนำเสนอโลกของเกมในมิติที่แตกต่างออกไป ความเป็นไปได้ของโปรเจกต์นี้ขึ้นอยู่กับว่าจะมีผู้พัฒนาคนไหนที่ “กล้า” พอกับการนำมหากาพย์การเดินทางของเหล่านักรบแห่งแสงมาเล่าใหม่ในสไตล์เกม Action RPG หรือ Adventure แบบเล่นเดี่ยว
ในระหว่างที่รอความคืบหน้าของโปรเจกต์สปินออฟนี้ แฟนๆ ยังคงสามารถสนุกกับเนื้อหาหลักของเกมที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการที่ผู้นำโปรเจกต์ออกมาเปิดกว้างทางความคิดเช่นนี้ ย่อมส่งผลดีต่อภาพรวมของแบรนด์ Final Fantasy ในระยะยาว ทำให้อนาคตของแฟรนไชส์นี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในฐานะเกมออนไลน์อีกต่อไป แต่พร้อมที่จะวิวัฒนาการไปตามความต้องการของผู้เล่นในทุกยุคทุกสมัย
